ReadyPlanet.com
dot
search ค้นหาสินค้า

ยี่ห้อสินค้า

  [Help]
dot
dot
สินค้าและบริการ
dot
dot
เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด,Barcode Printer,เครื่องอ่านบาร์โค้ด,Barcode Scanner,คอมพิวเตอร์มือถือ,Handheld Computer
dot
dot
เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด,Barcode Printer,เครื่องอ่านบาร์โค้ด,Barcode Scanner,คอมพิวเตอร์มือถือ,Handheld Computer
dot
Software Solution
dot
เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด,Barcode Printer,Barcode Scanner
dot
Datamax-O'neil Datamax
dot
Ribbon Sticker Label
dot
Ribbon Sticker Label
Ribbon Sticker Label
dot
shopping-cart
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
dot
link
dot
บทความ สาระน่ารู้ เกี่ยวกับบาร์โค้ด Barcode
Double Pine Software ERP
dot
newsletter สมัครรับข่าวสาร

dot
dot
dot


ติดต่อเรา ศูนย์จำหน่าย Handheld Computer,Scanner,Mobile Computer,Software,Ribbon,Thermal Printhead
Line@ For Retail Business Services Co., Ltd.


บาร์โค้ดสองมิติ (QR Code)

 

บาร์โค้ดสองมิติ


         ปัจจุบันได้มีการนำบาร์โค้ดสองมิติมาใช้งานสำหรับข้อมูลที่มีจำนวนมาก รวมถึงการนำเทคโนโลยี RFID ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อมูล ผ่านทางคลื่นวิทยุ แทนที่เลเซอร์เหมือนบาร์โค้ดในปัจจุบัน บาร์โค้ดสองมิติ ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลายประเภท โดยแต่ละประเภทจะมีรูปแบบการจัดวางที่แตกต่างกัน โดยที่นิยมใช้กันมากได้แก่

 

  • §  รหัสคิวอาร์ (QR Code)
  • §  ดาต้าเมทริกซ์ (Data matrix)
  • §  รหัสแม็กซี (MaxiCode)
  • §  รหัสอีซี (EZcode)
  • §  รหัสแอซเทค (Aztec Code)
  • §  เอ็มเอสแท็ก (MS Tag) บาร์โค้ดสองมิติจากไมโครซอฟท์

รหัสคิวอาร์
         รหัสคิวอาร์ (อังกฤษ: QR Code) คือ บาร์โค้ดสองมิติชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยมอดูลสีดำเรียงตัวกัน มีสัณฐานสี่เหลี่ยม มีพื้นหลังสีขาว ที่สามารถอ่านได้ด้วยเครื่องสแกนคิวอาร์ ในโทรศัพท์มือถือที่มีกล้อง และสมาร์ตโฟน เพื่อถอดข้อมูลในรูปข้อความหรือโปรแกรมชี้แหล่งทรัพยากรสากลอื่นๆ โดยรหัสคิวอาร์นี้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2537 โดย เดนโซ-เวฟ บริษัทลูกของโตโยต้า โดยนับเป็นรหัสแท่งสองมิติประเภทหนึ่งซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น

 

บาร์โค้ดสองมิติ,QR Code,barcode,barcode scanner,barcode printer,1D,2D,Code 39,Code 128,

 

บาร์โค้ด 2 มิติ
         บาร์โค้ด 2 มิติเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มเติมจากบาร์โค้ด 1 มิติ โดยออกแบบให้บรรจุข้อมูลได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ทำให้สามารถบรรจุข้อมูลมากได้ประมาณ 4,000 ตัวอักษร หรือประมาณ 200 เท่าของบาร์โค้ด 1 มิติในพื้นที่เท่ากันหรือเล็กกว่า ข้อมูลที่บรรจุสามารถใช้ภาษาอื่น นอกจากภาษาอังกฤษได้ เช่น ภาษาญี่ปุ่น จีน หรือ เกาหลี เป็นต้น บาร์โค้ด 2 มิติ สามารถถอดรหัสได้ แม้ภาพบาร์โค้ดบางส่วนมีการเสียหาย อุปกรณ์ที่ใช้อ่านและถอดรหัสบาร์โค้ด 2 มิติ มีตั้งแต่เครื่องอ่านแบบซีซีดี หรือเครื่องอ่านแบบเลเซอร์เหมือนกับบาร์โค้ด 1 มิติ จนถึงโทรศัพท์มือถือ แบบมีกล้องถ่ายรูปในตัว ซึ่งติดตั้งโปรแกรมถอดรหัสไว้ ลักษณะของบาร์โค้ด 2 มิติมีอยู่มากมายตามชนิดของบาร์โค้ด เช่น วงกลม สี่เหลี่ยมจตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายกันกับบาร์โค้ด 1 มิติ

บาร์โค้ด 2 มิติ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  • บาร์โค้ด 2 มิติ แบบสแต๊ก (Stacked Barcode)

         บาร์โค้ดแบบสแต๊กมีลักษณะคล้ายกับการนำบาร์โค้ด 1 มิติมาวางซ้อนกันหลายแนว มีการทำงานโดยอ่านภาพบาร์โค้ดแล้วปรับความกว้างของบาร์โค้ดก่อนทำการถอดรหัส ซึ่งการปรับความกว้างนี้ ทำให้สามารถถอดรหัสจากที่เสียหายบางส่วนได้ โดยส่วนที่เสียหายนั้นต้องไม่เสียหายเกินขีดจำกัดหนึ่งที่กำหนดไว้ การอ่านบาร์ดโค้ดแบบสแต๊ก สามารถอ่านได้ทิศทางเดียว เช่น อ่านจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย และการอ่านจากด้านบนลงล่างหรือจากด้านล่างขึ้นด้านบน  ตัวอย่างบาร์โค้ดแบบสแต๊ก คือ บาร์โค้ดแบบ PDF417 (Portable Data File)

  • บาร์โค้ด 2 มิติ แบบเมตริกซ์ (Matrix Codes)

              บาร์โค้ดแบบเมตริกซ์มีลักษณะหลากหลายและมีความเป็นสองมิติมากกว่าบาร์โค้ดแบบสแต๊กที่เหมือนนำบาร์โค้ด 1 มิติไปซ้อนกัน ลักษณะเด่น ของบาร์โค้ดแบบเมตริกซ์คือ มีรูปแบบค้นหา (Finder Pattern) ทำหน้าที่เป็นตัวอ้างอิงตำแหน่งในการอ่านและถอดรหัสข้อมูล ช่วยให้อ่านข้อมูลได้รวดเร็วและสามารถอ่านบาร์โค้ดได้แม้บาร์โค้ดเอียง หมุน หรือกลับหัว ตัวอย่างของบาร์โค้ดแบบแมตริกซ์ คือ บาร์โค้ดแบบ MaxiCode , บาร์โค้ดแบบ Data Matrix ,บาร์โค้ดแบบ QR Code

 ข้อดีของการใช้บาร์โค้ด

  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน : บาร์โค้ดจะช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น และมีความเที่ยงตรง แม่นยำมากในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ในบางขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ต้องการความรวดเร็ว มีการติดตามงานที่แม่นยำ ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการติดตามสถานะของวัตถุดิบ สินค้า หรือส่วนอื่นๆ จะช่วยลดระยะเวลาในการทำงานได้มากขึ้น
  •  ประหยัดเวลา : ระบบบาร์โค้ดจะจัดการจดจำรหัสสินค้า และเลขซีเรียล โดยการสแกนบาร์โค้ดจะช่วยให้ประหยัดเวลา ประหยัดทรัพยากรบุคคล ระบบบาร์โค้ดยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานเป็นอย่างมาก
  • ลดข้อผิดพลาด : ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากพนักงาน ใส่ข้อมูลผิดพลาด แต่ถ้าใช้บาร์โค้ดในการจัดเก็บข้อมูล ความเที่ยงตรง แม่นยำที่มากกว่า จะช่วยลดข้อผิดพลาด ในการทำงานได้เป็นอย่างมาก
  • ลดค่าใช้จ่าย : เมื่อบาร์โค้ดมีการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลามากขึ้น ลดอัตราการจ้างงาน คุณก็จะประหยัดเวลาในการทำงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายในโครงการต่างๆ

การทำงานของบาร์โค้ด
         เครื่องอ่านบาร์โค้ดจะทำงานโดยแยกความกว้างระหว่างพื้นที่มืด และพื้นที่สว่างออกมาเป็นรหัสตัวเลขเมื่อแสงจากเครื่องอ่านบาร์โค้ดมากระทบบาร์โค้ดในลักษณะวางพาดขวาง แสงสะท้อนที่ออกจากเส้นมืดจะน้อยกว่าแสงที่สะท้อนออกจากพื้นที่สว่าง เครื่องอ่านบาร์โค้ดจะแปลงแสงสะท้อนนี้เป็นรหัสไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือจัดเก็บข้อมูลแบบพกพามีบาร์โค้ดบางแบบที่มีการตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด โดยมีการคำนวนเลขตรวจสอบ (Check digit Calculation) และแสดงค่านั้นๆ มาท้ายของข้อมูลที่อ่านได้ เช่นบาร์โค้ดในแบบ UPC/EAN และการอ่านบาร์โค้ดจะแสดงผลทั้งการอ่านปกติและผลของการเปรียบเทียบของการตรวจสอบบาร์โค้ด และเมื่อพบข้อผิดพลาดของข้อมูลในตัวบาร์โค้ด  เครื่องอ่านบาร์โค้ด หรือโปรแกรมที่ใช้พิมพ์บาร์โค้ดจะแสดงข้อผิดพลาดดังกล่าวออกมา เพื่อทำการแก้ไขและให้ทำการอ่านบาร์โค้ดหรือพิมพ์บาร์โค้ดใหม่อีกครั้ง

บาร์โค้ดแบบตัวเลข
         EAN-13(European Article Numbering international retail product code) เป็นแบบบาร์โค้ดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยบาร์โค้ดประเภทนี้จะมีลักษณะเฉพาะของชุดตัวเลขจำนวน 13 หลัก ซึ่งมีความหมายดังนี้

  • 3 หลักแรก  คือ รหัสของประเทศที่กำหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ผลิตได้ทำการลงทะเบียนได้ทำการผลิตจากประเทศไหน
  • 4 หลักถัดมา คือ รหัสโรงงานที่ผลิต
  • 5 หลักถัดมา คือ รหัสของสินค้า
  • ตัวเลขในหลักสุดท้าย จะเป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด (Check digit)

         แม้ว่าบาร์โค้ดแบบ EAN-13 จะได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ในสหรัฐอเมริกาและแคนนาที่เป็นต้นกำเนิดบาร์โค้ดแบบUPC-A ยังคงมีการใช้บาร์โค้ดแบบเดิม จนวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2005 หน่วยงาน Uniform Code Council ได้ประกาศให้ใช้บาร์โค้ดแบบ EAN-13 ไปพร้อมๆ กับ UPC-A ที่ใช้อยู่เดิม การออกประกาศในครั้งนี้ทำให้ผู้ผลิตที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาและแคนาดาต้องใช้บาร์โค้ดทั้ง 2 แบบบนผลิตภัณฑ์
การคำนวนตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ดแบบ EAN-13 (Check digit Calculation)

  • นำตัวเลขในตำแหน่งคู่ (หลักที่ 2,4,6,8,10,12 )มารวมกัน แล้วคูณด้วย 3
  • นำตัวเลขในตำแหน่งคี่ (หลักที่ 1,3,5,7,9,11 )มารวมกัน
  • นำผลลัพท์จากข้อ 1 และ 2 มารวมกัน
  • นำผลลัพท์ที่ได้จากข้อ 3 ทำการ MOD ด้วย 10 จะได้เป็นตัวเลข (Check digit ) ที่จะต้องแสดงในหลักที่ 13

         EAN-8  เป็นบาร์โค้ดแบบ EAN ที่เหมาะสมหรับผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก ใช้หลักการคล้ายกันกับบาร์โค้ดแบบ EAN-13 แต่จำนวนหลักน้อยกว่า คือ จะมีตัวเลช 2 หรือ 3 หลัก แทนรหัสประเทศ  4 หรือ 5 หลักเป็นข้อมูลสินค้า และอีก 1 หลักสำหรับตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด (Check Digit) แต่สามารถขยายจำนวนหลักออกไปได้อีก 2 หรือ 5 หลัก ในลักษณะของ Extension Barcode  (UPC-A+2 , UPC-A+5 ) ซึ่งเป็นคนละลักษณะกับการใช้บาร์โค้ดแบบ UPC-E ที่จะต้องพิมพ์ออกมาในรูปแบบเต็มเหมือน UPC-A แต่ทำการตัด 0 (ศุนย์) ออก

         ข้อมูลตัวเลขในสัญลักษณ์บาร์โค้ดแบบ EAN-8 จะบ่งชี้ถึงผู้ผลิตและผลิตภัณฑ์ และเมื่อมีการใช้ EAN-8 มากขึ้นในหลายประเทศ จำนวนของตัวเลขที่นำมาใช้ซึ่งมีจำนวนจำกัดทำให้ไม่เพียงพอกับผู้ใช้จึงหันมาใช้บาร์โค้ดแบบ EAN-13 แทน
UPC-A (Universal Product Code) พบมากในธุรกิจค้าปลีกของประเทศสหรัฐอเมริกา และ แคนนาดา รหัสบาร์โค้ดที่ใช้เป็นแบบ 12 หลัก  หลักที่ 1 เป็นหลักที่ระบุประเภทสินค้า และตัวที่ 12 เป็นหลักที่แสดงตัวเลขที่ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด       รหัสบาร์โค้ดแบบ UPC มีหน่วยงาน Uniform Council [UCC] ที่ตั้งอยู่รัฐ OHIO ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดูแลในการจดทะเบียนบาร์โค้ด
UPC-E  เป็นบาร์โค้ดแบบ UPC ที่เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก ถูกพัฒนามาจากบาร์โค้ดแบบ UPC-A โดยตัดจะเลข 0 (ศูนย์) ออกทั้งหมด บาร์โค้ด UPC-E สามารถพิมพ์ออกมาได้ขนาดเล็กมาก ไว้ใช้สำหรับป้านขนาดเล็กที่ติดบนตัวสินค้า
Interleaved 2 of 5  เป็นรหัสบาร์โค้ดที่ใช้ในระบบรับ-ส่งสินค้า รหัสบาร์โค้ดแบบนี้เหมาะสำหรับพิมพ์ลงบนกระดาษลูกฟูก มักใช้ในโกดังจัดเก็บสินค้า และอุตสาหกรรมต่างๆ
 

บาร์โค้ดที่ใช้ตัวเลขและตัวอักษร
 
         Code 39 เป็นบาร์โค้ดที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ใช้ในงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชน  นอกจากบาร์โค้ดแบบ Code 39 นี้เรายังรู้จักบาร์โค้ดแบบนี้ในชื่อ 3 Of 9 , USD-3 บาร์โค้ดแบบนี้เป็น รหัสที่ไม่กำหนดจำนวนหลักขึ้นอยู่กับความสามารถของเครื่องอ่านบาร์โค้ด และไม่จำเป็นต้องมีตัวเลขในการตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด สามารถแสดงได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษร รวมถึงอักขระพิเศษ (ASCII) มีการเพิ่มเครื่องหมาย “*” ที่หลักแรกและหลักสุดท้ายเพื่อบอกตำแหน่งเริ่มต้น และตำแหน่งสิ้นสุดนิยมใช้ในการทำงานเกี่ยวกับรหัสที่ต้องระบุเป็นตัวอักษร
Code 128 เป็นบาร์โค้ดที่มีสามารถกำหนดความยาวได้หลายหลายขนาด ขึ้นอยู่กับจำนวนและชนิดของอักษรบาร์โค้ดเป็นที่นิยมในการใช้งานและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก มีการใช้บาร์โค้ดแบบนี้มากกว่าบาร์โค้ดแบบ Code 39 แม้ว่าจะบาร์โค้ดประเภทนี้จะใช้ได้ทั้ง ตัวเลขและตัวอักษร แต่ไม่สามารถแสดงอักขระพิเศษได้ โดยจะเข้ารหัสระหว่าง ASCII (0-127)
บาร์โค้ด 2 มิติ

         PDF417 (Portable Data File) เป็นบาร์โค้ด 2 มิติแบบสแต๊ก ซึ่งพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1992 โดยบริษัท Symbol Technologies ประเทศสหรัฐอเมริกา บาร์โค้ดแบบ PDF417 สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 15438 และ AIM USS-PDF417 ลักษณะบาร์โค้ดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีส่วนแทนรหัสข้อมูลหรือที่เรียกว่าโมดูลข้อมูล (Data Module) เป็นแถบสีดำและสีขาวเรียงตัวกันหลายๆ แถวทางแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งประกอบด้วย 3 ถึง 90 แถว และ 1 ถึง 30 คอลัมน์ สามารถบรรจถข้อมูลได้มากสุดถึง 2,710 ตัวเลข 1,850 ตัวอักษร 1,018 ไบนารี คำว่า PDF ย่อมาจาก Portable Data File และประกอบไปด้วย 4 แถบ และ 4 ช่องว่างใน 17 โมดูล จึงทำให้ได้หมายเลข 417 เครื่องอ่านบาร์โค้ดจะสามารถอ่านได้ในทิศทางเดียว เช่น อ่านจากทางซ้ายไปขวา หรือ ขวาไปซ้าย และอ่านจากบนลงล่าง หรือ ล่างขึ้นบน เป็นต้น โดยส่วนใหญ่บาร์โค้ดแบบ PDF 417 จะนำไปใช้กับงานที่ต้องการความละเอียด และถูกต้องเป็นพิเศษ


         Data Matrix บาร์โค้ด 2 มิติแบบนี้ ถูกพัฒนาดโดยบริษัท RVSI Acuity Cimatrix ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1989 สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 16022 และ ANSI/AIM BC11-ISS-Data Matrix ลักษณะบาร์โค้ดมีทั้งรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้า สำหรับบาร์โค้ดรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมีโมดูลข้อมูลระหว่าง 10 x 10 ถึง 144 x 144 โมดูล และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามี 8 x 18 ถึง 16 x 48 โมดูล Data Matrix สามารถบรรจุข้อมูลได้มากที่สุด 3,116 ตัวเลข หรือ 2.355 ตัวอักษร แต่สำหรับข้อมูลประเภทอื่นได้แก่ข้อมูลเลขฐานสองบรรจุได้ 1,556 ไบต์ (1 ไบต์เท่ากับเลขฐานสอง 8 หลัก) และตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นบรรจุได้ 778 ตัวอักษร รูปแบบค้นหาของบาร์โค้ดแบบ Data Matrix อยู่ที่ตำแหน่งของด้านซ้ายและด้านล่างของบาร์โค้ด บาร์โค้ด Data Matrix ส่วนใหญ่ใช้ในงานที่มีพื้นที่จำกัดและต้องการบาร์โค้ดขนาดเล็ก

ขอขอบคุณ

http://www.barcodethai.com/onlineth15/index.php?option=com_content&view=article&id=23&Itemid=39&l
http://pieninnara.blogspot.com/p/blog-page_6742.html

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



สาระน่ารู้ เกร็ดความรู้ ข่าวสาร

เทคโนโลยีบาร์โค้ดที่คุณควรรู้ article
Handheld Computer อุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือ คืออะไร
คอมพิวเตอร์มือถือ Handheld Computer & Mobile Computer article
เครื่องสแกนเนอร์ทำงานอย่างไร
Scanner มีกีประเภท ใช้งานอย่างไร
เทคโนโลยีการสแกนภาพ แบบ CCD คืออะไร ใช้งานอย่างไร
การเลือกซื้อ เครื่องพิมพ์ (Printer) ให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภทอย่างไร
เลขบาร์โค้ดบ่งบอกประเทศผู้ผลิต Barcode Prefixes and Product Country of Origin
ดีเอ็นเอบาร์โค้ด (DNA Barcode)
ข้อคิดในการตัดสินใจเลือกซื้อป้ายอาร์เอฟไอดี (RFID Label)
เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี และ บาร์โค้ด
RFID (อาร์เอฟไอดี) คืออะไร? (RFID - Radio frequency identification)
DataBar : RSS (Reduced Space Symbology)
บาร์โค้ด (Barcode) มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจอย่างไร?
ประเภทเครื่องอ่านบาร์โค้ด Barcode Scanner
วิธีการอ่าน QR code ด้วยมือถือ
วิธีใช้ในการสแกนบาร์โค้ด และ ประโยชน์ของบาร์โค้ด
การคำนวณตัวเลขตรวจสอบ (Check Digit) บาร์โค้ด
RFID ชิปอัจฉริยะพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์-ซัพพลายเชน
บทความ สาระน่ารู้ ความรู้เรื่องบาร์โค้ด (Barcode) มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจอย่างไร?